วันศุกร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2556

รางผ้าม่าน อุปกรณ์ที่สำคัญของผ้าม่าน

อุปกรณ์ที่สำคัญและขาดไม่ได้ในการติดม่านทุกชนิดก็คือรางผ้าม่าน ซึ่งม่านแต่ละชนิดก็จะใช้รางในการติดไม่เหมือน เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่ารางผ้าม่านนั้นมีแบบใดบ้าง แล้วแต่ละแบบเหมาะที่จะใช้กับม่านชนิดไหน

1.  รางไมโคร
          -  รางตัว C  :  เป็นรางอลูมิเนียมรูปตัว C  เหมาะที่จะใช้ติดม่านจีบ โดยรางตัว C นี้จะเป็นแบบประกอบเชือก คือ เวลาเปิดปิดม่านจะต้องดึงเชือกที่อยู่ด้านข้างรางในการเปิดปิดม่าน พร้อมมีสไลด์ในตัวเพื่อให้ผ้าปิดกันได้ชิดยิ่งขึ้น  รางตัว C เป็นรางที่นิยมใช้กันในอดีตจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากรางชนิดนี้มีราคาถูก แต่จะมีข้อเสียคือ การใช้งานระยะเวลานานๆ เชือกที่ใช้ดึงเปิดปิดม่านจะขาด


 รางตัว C


รางตัว C ประกอบเชือก

          -  รางตัว M  :  เป็นรางอลูมิเนียมมีให้เลือก 2 สีคือ สีขาวและสีมิเนียม  มีความแข็งแรงทนทาน ซึ่งมีทั้งแบบปนะกอบมือ (ใช้ด้ามจูงช่วยลากเวลาเปิดปิดม่าน) และแบบประกอบเชือก(ใช้เชือกดึงเวลาเปิดปิดม่าน)  พร้อมมีสไลด์ในตัวเพื่อให้ผ้าปิดกันได้ชิดยิ่งขึ้น  และรางตัว M มีข้อดีคือคงทนและมีราคาถูก จึงเป็นที่นิยมใช้ในปัจจุบัน รางชนิดนี้เหมาะที่จะใช้ติดม่านจีบ  ซึ่งรางตัวเอ็มจะมีหลายรุ่น ในรุ่นที่ป็นแบบประกอบมือนั้นสามารถดัดโค้งได้ ทำให้เหมาะที่จะใช้กับการติดม่านที่มีกระจกโค้งหรือมีการหักมุม เพื่อไม่ให้เกิดช่องแสงในการต่อราง

  
รางตัว M สีขาวแบบประกอบมือ


รางตัว M สีขาวแบบประกอบเชือก

3.  รางม่านพับ  :  เป็นรางอลูมิเนียมสีขาว ใช้ได้เฉพาะกับม่านพับโรมันเท่านั้น  รางชนิดนี้จะใช้โซ่ในการดึงเปิดปิดม่านขึ้นลง

รางม่านพับ


4. รางประดับ หรือ รางโชว์  :  เป็นรางที่มีคงทนความสวยงาม ช่วยทำให้ม่านดูหรูหรา ซึ่งรางประดับนี้จะผลิตมาจากวัตถุดิบที่หลากหลาย เช่น สแตนเลส  เหล็กชุบสแตนเลส เหล็กชุบสี และไม้ ซึ่งแต่ละแบบก็จะมีราคาที่แตกต่างกัน รางชนิดนี้สามารถใช้ติดได้ทั้งม่านจีบและม่านตาไก่ สามารถดูแบบรางประดับได้ที่   http://www.kaceecurtain.com/  (เข้าไปที่หัวข้อ อุปกรณ์ม่าน >>> รางประดับ)  
 
 



ในส่วนของรางผ้าม่าน ขอพูดถึงเพียงแค่นี้นะคะ นอกเหนือจากนี้วันหลังจะมาเพิ่มเติมให้ค่ะ หรือสอบถามกับทางร้านผ้าม่านได้ค่ะ ถ้ามีคำติชม ข้อเสนอแนะ หรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ค่ะ





วันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ทำไมผ้าม่านถึงแพงจัง

หลายๆคนคงสงสัยว่าทำไมผ้าม่านถึงแพงจัง เราค่อยๆดูกันไปทีละเหตุผลกันดีกว่าค่ะ  

บริษัทผ้า :
เหตุผลแรกเลยก็คือบริษัทผ้า เพราะแต่ละบริษัทจะกำหนดราคาผ้าที่ไม่เท่ากันทั้งที่ผ้าเหมือนกันเลย หรือบางครั้งเนื้อผ้าใกล้เคียงกันแต่ราคาก็แตกต่างกันมาก ดังนั้นเวลาเลือกผ้ามาทำผ้าม่าน ควรดูหลายๆบริษัทจะดีที่สุดค่ะ เทียบดูหลายๆเล่มค่ะ เลือกที่ราคาเหมาะสมกับเราที่สุดค่ะ

ลักษณะของผ้าและคุณสมบัติของผ้า :  
     -  ลักษณะของผ้าในที่นี้จะหมายถึงเนื้อผ้า(วัสดุที่นำมาใช้ทำผ้า เช่น cotton , polyester  etc. ) และลวดลายของผ้า (ลวดลายเกิดจากการทอ ลวดลายเกิดจากการพิมพ์หรือลวดลายที่เกิดจากการปักลายทำให้เกิดลายนูน 3 มิติ) ซึ่งปัจัยดังกล่าวมีผลต่อราคาของผ้าทั้งสิ้น


 ลายผ้าที่เกิดจากการทอ


ลายผ้าที่เกิดจากการเย็บปักลาย

     -  คุณสมบัติของผ้า : ผ้านั้นเป็นผ้าทึบธรรมดา เป็นผ้ากันแสง (เป็นผ้าBlackout  หรือ ผ้าDimout) เป็นผ้าที่มีคุณสมบัติกันไฟ ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวจะมีผลต่อราคาผ้า ยิ่งถ้าผ้ามีคุณสมบัติพิเศษมากขึ้นราคาก็จะยิ่งสูงขึ้นค่ะ

ความกว้างของหน้าผ้า :
ผ้าที่ผลิตออกมาจะมีขนาดของหน้าผ้าที่ไม่เท่ากัน ซึ่งมีขนาดตั้งแต่ 48" จนถึง 12"

( 48" = 120 ซม.  ,  54" = 135 ซม.  ,  55" = 138 ซม.  ,  56" = 140 ซม.  ,  57" = 143 ซม.  ,  58" = 145 ซม.  ,  59" = 148 ซม.  ,  60" = 150 ซม.  ,  61"= 152 ซม.  ,  62" = 155 ซม.  ,  106" = 265 ซม.  ,  108" = 270 ซม.  ,  110" = 275 ซม.  ,  112" = 280 ซม.  , 114" = 285 ซม.  ,  116" = 295 ซม.  ,  118" = 300 ซม.)  

ผ้าหน้ากว้าง (กว้างตั้งแต่ 106" ขึ้นไป) จะมีราคาที่แพงกว่าผ้าหน้าแคบ (กว้าง 48"- 62")  ประมาณ 2 เท่า เนื่องจากผ้าหน้ากว้างเวลาตัดเย็บนั้นจะใช้ผ้าเพียงชิ้นเดียว ผ้าม่านที่ได้จึงไม่มีรอยต่อผ้า ทำให้ม่านที่ได้ดูสวยงาม แต่ข้อดีของผ้าหน้ากว้างก็คือจะใช้ปริมาณผ้าที่น้อยกว่าผ้าหน้าแคบ

รูปแบบของม่านที่จะติด :
ตามที่เคยเขียนไว้แล้วเกี่ยวกับชนิดของผ้าม่าน ในหัวข้อ  "มาทำความรู้จักกับผ้าม่านกันดีกว่า"  ซึ่งม่านแต่ละชนิดจะใช้จำนวนผ้า และวัสดุอุปกรณ์ในการเย็บที่แตกต่างกัน ทำให้ค่าใช้จ่ายในการเย็บม่านแต่ละชนิดนั้นแตกต่างกัน เช่น ม่านจีบและม่านตาไก่จะใช้ปริมาณที่มากกว่าม่านพับแต่ม่านตาไก่จะต้องใช้ห่วงตาไก่และรางโชว์เพิ่มขึ้นมา ซึ่งเป็นอุปกรณ์เฉพาะของม่านตาไก่  ส่วนม่านพับนั้นจะใช้จำนวนผ้าน้อยกว่า แต่ก็ต้องใช้รางที่เฉพาะกับม่านชนิดนี้เท่านั้น และยังใช้แกนอลูมิเนียมเป็นส่วนประกอบของม่านชนิดนี้ด้วย ส่วนม่านหลุยส์จะใช้ผ้าในการเย็บมากที่สุดและวิธีการเย็บยากที่สุดทำให้ค่าใช้จ่ายในการเย็บสูงมาก

ร้านผ้าม่าน :
ขึ้นอยู่กับการหาข้อมูลและดวงล้วนๆค่ะ ในส่วนนี้จะมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเย็บและการตดตั้งมาเกี่ยวข้องด้วยค่ะ


ทั้งหมดนี้เป็นการเขียนขึ้นมาเองจากประสบการณ์ของแอดมินเองค่ะ หวังว่าจะมีประโยชน์กับเพื่อนๆที่เข้ามาเยี่ยมชมนะค่ะ อ่านแล้วฝากคำติชมได้นะค่ะ จะนำไปปรับปรุงค่ะ


วันอาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2556

สังเกตุกันสักนิด ตัวอย่างผ้าที่เราดูบอกอะไรบ้าง



เวลาที่เราดูตัวอย่างผ้า เคยสังเกตกันบ้างมั๊ยค่ะว่านอกจากจะมีตัวอย่างผ้าให้เราดูแล้ว มีอะไรอย่างอื่นบอกเราอีกหรือเปล่า???

ถ้าเพื่อนๆลองสังเกตุดีๆ ก็จะเห็นค่ะว่านอกจากผ้าแล้วยังมีอย่างอื่นบอกเราอีกเยอะเลยเกี่ยวกับผ้านั้นๆค่ะ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เองจะบอกเราว่าผ้าที่เราเลือกผลิตจากอะไร หรือราคาเท่าไหร่ ลองสังเกตุกันดูนะค่ะ วันนี้ก็มีตัวอย่างมาให้ดูเป็นไกด์ไลน์ค่ะ แต่ว่าแต่ละบริษัทก็จะมีวิธีบอกที่ไม่เหมือนกันค่ะ เช่น บางบริษัทก็จะอธิบายที่ด้านหน้าก่อนจะเจอผ้าจริง (เหมือนในรูปตัวอย่าง) หรือบางบริษัทก็จะติดกระดาษสีขาวที่ด้านหลังผ้าเพื่อบอกคุณลักษณะของผ้านั้นๆ หรือบางบริษัทก็จะบอกไว้ที่ด้านหลังสุดของเล่มตัวอย่างเลย

เพื่อนลองดูจากตัวอย่างที่เอามาให้ดูนะค่ะ



Fabric Name (ชื่อรุ่นของผ้า) : PALIA
Code (รหัสผ้า) : BOPL1
Width (ความกว้างของหน้าผ้า) : 112" (280ซม.)
Care Instruction (วิธีการดูแลรักษาผ้า)
Content (ผ้าผลิตจากอะไร) : Polyester 100%
Price/Yard (ราคา/หลา) : 490 บาท/หลา

ดูเป็นตัวอย่างนะคะ หวังว่าข้อมูลนี้จะมีประโยชน์กับเพื่อนๆนะคะ ถ้ามีอะไรเสนอแนะ หรือจะสอบถามเพิ่มเตืมก็บอกได้ค่ะ ขอบคุณมากๆค่ะ

ผ้าที่นิยมนำมาใช้ทำผ้าม่านตกแต่งบ้าน มีอะไรบ้าง

หลายๆคนคงจะตัดสินใจยากว่าจะใช้ผ้าอะไรมาทำผ้าม่านดีใช่มั๊ยค่ะ ลองอ่านบทความนี้ดูนะค่ะ เผื่อจะช่วยให้เลือกผ้ามาทำผ้าม่านตกแต่งบ้านได้ถูกใจมากขึ้นคะ

ผ้าที่เราเห็นกันบ่อยๆที่คนส่วนมากนิยมนำมาใช้ทำผ้าม่าน สามารถจัดกลุ่มแบ่งออกเป็นกลุ่มหลักๆได้ดังนี้

1. ผ้าพื้นหรือผ้าทึบ (cloth) เป็นผ้าที่นำมาใช้ทำม่านสำหรับกันแดดและกันการมองเห็นจากภายนอก ซึ่งผ้าชนิดนี้มีทั้งแบบที่เป็นสีพื้นและแบบที่มีลายในตัวผ้า ความสามารถในการกันแสงประมาณ 70-80% เหมาะที่จะนำไปใช้ตกแต่งบ้านได้ทุกส่วนของบ้าน

ตัวอย่างผ้าพื้น


 ตัวอย่างผ้าที่มีลายในตัว


2. ผ้าม่านกันแสง เป็นผ้าที่สามารถช่วยป้องกันแสงแดดจากภายนอกไม่ให้ส่องเข้ามาภายในห้อง เพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้กับผู้อยู่อาศัย ช่วยป้องกันความร้อนและช่วยลดอุณภูมิภายในห้อง ส่งผลให้เครื่องปรับอากาศทำงานได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้ประหยัดค่าไฟได้เป็นอย่างมาก อีกทั้งยังสามารถป้องกันรังสียูวีจากภายนอกได้เป็นอย่างดีอีกด้วย  ซึ่งสามารถแบ่งผ้าทึบแสงได้เป็น 2 กลุ่มคือ ผ้าดิมเอาท์และผ้าแบล็กเอาท์

     -  ผ้าดิมเอาท์ : ผ้าชนิดนี้สามารถกันแสงได้ประมาณ 80-90% โดยส่วนมากแล้วผ้าชนิดนี้จะเป็นผ้าสีพื้นเป็นส่วนใหญ่ เหมาะที่จะใช้ติดในห้องท่ไม่ต้องการแสงมาก เช่น ห้องนอน
     - ผ้าแบล็กเอาท์ (Blackout) : ผ้าชนิดนี้สามารถกันแสงได้ถึง 100% เหมาะที่จะติดในห้องที่ไม่ต้องการแสงมากเช่น ห้องนอน


ตัวอย่างผ้า blackout แบบอัดลาย


 ตัวอย่างผ้า blackout แบบเคลือบโฟมด้านหลัง


3.  ผ้าโปร่ง (sheer) : ลักษณะของผ้าคือเป็นผ้าที่มีเนื้อบางเบา สามารถมองเห็นบรรยากาศภายนอกห้องได้ แต่ยังคงไว้ซึ่งความเป็นส่วนตัวของผู้ที่อยู่ภายในห้องได้ในขณะเดียวกัน ทั้งยังช่วยเติมเต็มบรรยากาศภายในห้องให้ดูอ่อนหวานและสวยงาม  ในปัจจุบันมีการทำให้มีสีสันและลวดลายมากขึ้น สามารถเลือกได้ตามความชอบค่ะ ส่วนมากล้วจะผลิตออกมาให้หน้าผ้ากว้างถึง 280 ซม.เป็นอย่างน้อย เพื่อที่เวลาตัดเย็บจะได้ไม่มีการต่อผ้า ทำให้ม่านดูสวยงาม


ตัวอย่างผ้าโปร่ง

4. ผ้าโพลีเอสเตอร์ เป็นผ้าที่มีลักษณะพิเศษคือเนื้อผ้าจะมีความเงางามและมันวาว ดูแล้วเหมือนผ้าเปลี่ยนสีเองได้ตามมุมแสงของการมอง จึงสามารถช่วยเพิ่มความงดงามและหรูหราให้กับห้องนั้นในบ้านของคุณได้ ซึ่งผ้าโพลีเอสเตอร์นั้นจะมีทั้งที่เป็นแบบสีพื้นเรียบและแบบที่พิมลาย แต่ข้อเสียของผ้าโพลีเอสเตอร์ 100% คือเนื้อผ้าจะบางมากค่ะ อาจจะกันแสงได้น้อย แต่ก็มีวิธีแก้ไขค่ะ ลองสอบถามร้านผ้าม่านดูนะค่ะ

ผ้าโพลีเอสเตอร์แบบที่มีลาย


ผ้าโพลีเอสเตอร์แบบสีพื้น


หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะมีประโยชน์กับเพื่อนๆนะค่ะ ขอให้มีความสุขกับการเลือกผ้ามาตกแต่งบ้านนะคะ ถ้าอ่านแล้วอยากสอบถามเพิ่มเติม หรือติชมได้ค่ะ จะนำมาแก้ไขให้ดียิ่งขึ้นค่ะ

วันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2556

มาทำความรู้จักกับผ้าม่านกันดีกว่า

ผ้าม่าน จัดว่าเป็นเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้านที่จำเป็นมากๆสำหรับบ้าน คอนโดหรือแม้กระทั่งสำนักงาน ซึ่งในปัจจุบันมีให้เราเลือกอย่างหลากหลายรูปแบบ ให้เหมาะกับบ้านและความต้องการของเรา ซึ่งผ้าม่านที่นิยมนำมาตกแต่งบ้านมีดังต่อไปนี้

1. ม่านจีบ : เป็นแบบม่านที่มีความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน ดดยมีลักษณะคือ ที่ด้านบนของม่านจะมีการจับผ้าให้เป็นจีบๆ โดยแต่ละจีบจะมีความห่างเท่ากัน


2. ม่านตาไก่ : เป็นม่านอีกชนิดที่นิยมใช้ตกแต่งบ้านในปัจจุบัน โดยมีลักษณะคือ ที่ด้านบนของม่านจะมีการเจาะรู ซึ่งแต่ละรูจะมีระยะห่างที่เท่ากัน ที่รูจะใส่ด้วยห่วงตาไก่ ซึ่งสามารถเลือกสีห่วงได้ตามใจชอบเลย


3. ม่านพับ : เป็นแบบม่านอีกชนิดหนึ่งที่นิยมติดมากในปัจจุบัน มีลักษณะคือ มีการตัดให้มีขนาดพอดีกับขนาดของหน้าต่าง เวลาพับเก็บนั้นม่านจะพับซ้อนกันไปเก็บที่ด้านบน เมื่อพับเก็บแล้วจะมีความยาวประมาณ 30 ซม.





4. ม่านม่วน : มีลักษณะคล้ายกับม่านพับ แต่การเก็บม่านจะแตกต่างกัน คือ ม่านม้วนจะม้วนเก็บขึ้นไปอยู่ด้านบน


5. มู่ลี่ : สามารถแบ่งได้ 2 แบบตามวัสดุที่ทำมาผลิตใบมู่ลี่ คือ มู่ลี่ไม้และมู่ลี่อลูมิเนียม  นิยมติดในห้องที่ถูกออกแบบมาไว้ใช้ทำงาน

     5.1 มูู่ลี่ไม้ : ใบมู่ลี่จะผลิตจากไม้ มีความคงทนแข็งแรง 


     5.2 มู่ลี่อลูมิเนียม : ใบมู่ลี่จะผลิตจากอลูมิเนียม มีความคงทนแข็งแรง มีสีสันให้เลือกมากมาย


6. ม่านปรับแสง  : นิยมใช้ติดในสำนักงาน ลักษณะจะคล้ายกับมู่ลี่ แต่ใบของม่านปรับแสงจะถูกเรียงแนวตั้ง ส่วนใบมู่ลี่จะเรียงในแนวนอน





7. ฉากกั้นห้อง : นิยมนำมากั้นห้องให้มีขนาดเล็กลง เพื่อช่วยประหยัดแอร์ หรือกั้นเพื่อสร้างความเป็นส่วนตัว 




          ในครั้งนี้เรามาทำความรู้จักกับม่านเพียงเท่านี้ก่อน ครั้งหน้าจะเจาะลึกม่านแต่ละชนิดมากกว่านี้ค่ะ ทั้งข้อดีข้อเสียของแต่ละแบบ เพื่อช่วยใช้ในการตัดสินใจเลือกม่านมาตกแต่งบ้านค่ะ ถ้ามีข้อสงสัยอะไรสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ค่ะ
(หากมีข้อผิดพลาด ช่วยแนะนำติชมด้วยนะคะ จะนำมาปรับปรุงค่ะ )